ที่มา ของคำว่า "ล้อแม็ก"

ในอดีตกาล กะทะล้อ ถูกผลิตขึ้นมาด้วยวัสดุที่ทำจาก แม็กนิเซียม (Magnisium) ด้วยคุณสมบัติหลักคือน้ำหนักที่เบา ระบายความร้อนได้ดี รูปแบบสวยงาม จึงนำมาใช้กับรถที่ต้องการทำความเร็ว หรือรถแข่งนั่นเอง แต่จากข้อด้อยในส่วนของต้นทุนที่ราคาสูง และ แม็กนิเซียม มีการสึกกร่อนได้ง่ายจึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ในท้องตลาด จึงได้มีการเสาะหาวัสดุมาทดแทนที่ราคาไม่สูง แต่ยังคงคุณสมบัติที่ใกล้เคียง นั่นก็คือ อลูมิเนียม อัลลอย (Aluminium Alloy ) ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่บุคคลทั่วไปยังคงเรียกติดปากว่า ล้อแม็ก (มาจากแม็กนิเซียม) กันอยู่ตลอดไป

ชื่อเรียกจุดต่างๆ ของล้อ

คำศัพท์ ที่ใช้เรียกจุดต่างๆ ภายในล้อแม็ก

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

1.Rim Width 
2.Wheel Diameter 
3.Center Bore
4.PCD
5.Offset
6.Brake Pad Seat
7.Bolt Hole Diameter
8.Center Line
9.Flange
10.Rim Contour
11.Beat Seat
12.Valve Hole
13.Mounting Surface Diameter

ออฟเซ็ต Offset คืออะไร?

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ออฟเซ็ต (Offset,ET) คือ ค่าระยะห่าง ระหว่าง เส้นแบ่งครึ่งล้อ ตามแนวขวาง กับ หน้าแปลนของล้อ (Hub Mounting Surface) โดยมีหน่วยเป็น มิลลิเมตร  

ค่า Offset ส่งผลอะไรกับรถของเรา ? ค่า Offset จะส่งผลโดยตรงกับระยะหรือตำแหน่งของล้อ ว่าจะยื่นออก หรือ หุบเข้า ไปในตัวรถของท่าน ดังนั้น การเลือกล้อที่มีค่า Offset ที่ถูกต้องเหมาะสมจึงมีความจำเป็น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว 


ดูค่า offset ของ ล้อแม็กซ์ ที่ถามเข้ามาบ่อยๆ

ค่า Offset ของล้อ ที่เราจะพูดถึง โดยปกติระบุเป็น 3 ค่าด้วยกันคือ 

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ค่าออฟเซ็ต เท่ากับศูนย์ Zero Offset (0)

คือ ค่าระยะห่างของ หน้าแปลนล้อ ( Hub Mounting Surface ) ตรงกับ เส้นแบ่งครึ่งของ ล้อตามแนวขวางของล้อพอดี

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ค่า ออฟเซ็ต เป็นบวก Positive (+)

คือ ระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าแปลนล้อโดยมีทิศทางไปนอกตัวรถ วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็นบวก(+)  เช่น +20, +30, +38, +45 เป็นต้น ซึ่งมักพบกับล้อที่ใช้กับรถขับเคลื่อนล้อหน้าเสียส่วนใหญ่

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ค่าออฟเซ็ต เป็นลบ Negative (-)

คือ ระยะห่างของเส้นแบ่งครึ่งล้อวัดไปถึงหน้าแปลนล้อ หรือพูดง่ายๆ ว่าหน้าแปลนของล้อมีระยะเกินเส้นแบ่งครึ่งล้อไปในทิศทางเข้าในตัวรถ  วัดได้เป็นระยะเท่าไรนั้นถือค่าเป็น (-) เช่น -5, -10, -20 เป็นต้น  ซึ่งรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังมักกำหนดให้ใช้ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซ็ตเป็นลบหรือก็บวกไม่มาก 

เรื่องนี้หากมีการเลือกค่า offset ที่ไม่ตรงกับรถนั้นๆ ก็จะมีผลกระทบตามมาเช่นกัน หรือหากมีการเปลี่ยนขนาดความกว้างของล้อ  ค่า Offset ก็เปลี่ยนไปด้วย  ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาหรือรู้ถึงค่า Offset สำหรับรถของท่านควรมีตัวเลขอยู่ที่เท่าไร ? เพื่อจะได้ไม่สร้างปัญหาให้แก่ตัวรถของท่าน


เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าล้อของเรามีค่า Offset เท่าไร?

การดูค่า offset  ล้อแม็ก ของเราด้วยตนเอง

โดยปกติ ล้อแม็ก ส่วนใหญ่  จะมีตัวเลขบ่งบอกไว้ที่ตัวล้อเองเลย ซึ่งเรามักสังเกตุเห็น ตัวเลขที่มักจะตามตัวอักษร เช่น "ET 38" ก็หมายถึง offsET 38 นั่นเอง หรือบางที ก็อาจมีเฉพาะตัวเลขลอยๆ ไม่มีตัวอักษรนำหน้าก็มี เช่น "45" ก็หมายถึง Offset = 45 เหมือนกัน ดูตัวอย่าง ที่รูปภาพด้านล่าง

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

 

ตัวอักษรบนล้อแม็กบอกอะไร?

เครื่องหมายมาตรฐาน ที่อยู่บนล้อ

 

JWL  = Japan Wheel Light Metal (เป็นเครื่องมาตรฐานสำหรับล้อรถเก๋ง ซึ่งออกโดยกระทรวงคมนาคม ของประเทศ ญี่ปุ่น)

JWL-T  = Japan Wheel Light Metal for Truck (เป็นเครื่องมาตรฐานสำหรับล้อรถบรรทุกเล็ก ซึ่งออกโดยกระทรวงคมนาคม ของประเทศ ญี่ปุ่น)

VIA = Vehicle Inspection Association (เป็นเครื่องมาตรฐาน จากสมาคมทดสอบยานยนต์ ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานผู้ผลิตล้อ จะต้องผ่านการตรวจสอบ จากสมาคมนี้ก่อน จึงจะสามารถนำอักษรนี้ มาลงได้)

 

เครื่องหมายทั่วไป

ET = สัญญาลักษณ์ย่อของค่า Offset 

H2 = Double Hump (Round)

 

ระยะ พี.ซี.ดี (P.C.D)

P.C.D. ย่อมาจาก PITCH CIRCLE DIAMETER หมายถึง ระยะห่างของรูน๊อตบนตัว ล้อแม็กซ์ โดยวัดจากกึ่งกลางรูน๊อตทุกตัวลากเส้นเป็นวงกลม แล้ววัดผ่าน เส้นผ่าศูนย์กลาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ถ้าเป็นจำนวนเลขคู่ 4 หรือ 6 รูน๊อตต่อ 1 ล้อ ก็สามารถวัดจากกึ่งกลางรูน๊อตด้านหนึ่งไปยังด้านตรงข้ามได้เลย แต่ถ้าเป็นจำนวนเลขคี่ 3 หรือ 5 รูน๊อต ต้องวัดจากแนววงกลมกึ่งกลางรูน๊อตผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง

รถยนต์ขนาดเล็กมักมี 4 รูน๊อตต่อ 1 ล้อ และรถยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นไปมักมี 5 - 6 รูน๊อต เพื่อความแน่นหนาในการยึดล้อเข้ากับดุมล้อ

มีหลายคน มักสงสัยว่าทำไมรูน๊อตที่ใช้ยึด ล้อแม็ก เข้ากับดุมล้อ ถึงได้มีค่า PCD แตกต่างกันออกไป 

ในอดีตที่ผ่านมาก็มีผู้ผลิตรถยนต์ หลายค่ายทั้งเอเชีย, ยุโรป หรือ อเมริกา เองก็ดี ได้ทำการคิดค้นและออกแบบแตกต่างกันออกไป ตามแต่ความคิดอ่าน ของแต่ละค่าย ซึ่งสันนิษฐานว่าในอดีตกาล เขาใช้หน่วยเป็นนิ้ว แต่ต่อมา ในบางประเทศที่คุ้นเคยกับระบบเมตริก ก็มักใช้หน่วยเป็นมิลลิเมตรแทน จึงมีการเรียกแตกต่างกันไป แต่จริงแล้ว ค่าของ PCD ก็มีที่มาจากที่เดียวกันนั่นเอง

 

การวัดระยะ PCD ด้วยตนเอง

หากเราต้องการทราบว่า ล้อแม็ก ของเรานั้น มีระยะ PCD เท่าไร ? เราสามารถวัดได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้

ก่อนอื่นก็ต้องมี อุปกรณ์ ที่ต้องใช้วัด เช่น ไม้บรรทัด หรือ ตลับเมตร ก็ได้เช่นกัน


ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ล้อ 4 รู / 8 รู 

การวัดสามารถวัดโดย วัดที่หน้าแปลนของ ดุมล้อ ด้านหลัง โดยทาบไม้บรรทัด จากจุด (A) ไปถึงจุด (B) ดูระยะว่าเป็นเท่าไร  เช่น อ่านค่าได้เท่ากับ 100 มม.  นั่นก็คือระยะ PCD ของ ล้อแม็กซ์ วงนั้น นั่นเอง 

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ล้อ 5 รู / 10 รู 

การวัดสำหรับ ล้อแม็ก ที่มี 5 รู หรือ 10 รู นั้น ต้องมีการคำนวนเล็กน้อย

(A) คือ ระยะของเส้นผ่าศูนย์กลาง  ของรูดุมล้อ Center Bore
(B) คือระยะระจากขอบรู ดุมล้อ กับขอบรูยึดน๊อต
(C) คือ ระยะของเส้นผ่าศูนย์กลาง ของรูยึดน๊อต
สูตรการคิด    ระยะ PCD = ( A หาร 2 ) + B + ( C หาร 2 )
ตัวอย่าง  
A = 110, B = 58.5 และ C = 13 
( 55 ) + (58.5) + ( 6.5 )
รวมแล้ว = 120 ดังนั้นตัวเลขที่ได้ก็คือ ค่า PCD นั่นเอง

* หรืออาจใช้สูตร A+(2B)+C แทนก็ได้ 

 

ล้อ 6 รู

การวัดสำหรับ ล้อแม็ก 6 รู จะคล้ายกับ 4 รู โดยวัดในแนวเส้นตรงจากขอบด้านในของรูยึดน๊อต ตรงมายังขอบด้านนอกของรูยึดน๊อตฝังตรงข้าม ผ่านรู ดุมล้อ  ทำการวัดจากจุด (A) มายังจุด (B) อ่านค่าได้เท่าไร ก็คือ ค่า PCD นั้นเอง

 

ประเภทของ ล้อแม็กซ์

ชนิดหรือประเภทของ ล้อแม็กซ์ โดยดูจากโครงสร้างหรือรูปทรง ซึ่งได้จำแนก ล้อแม็ก ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้


ล้อแม็ก แบบชิ้นเดียว (1 Piece Wheel) เป็นล้อที่มี Rim กับ Disk ถูกสร้างขึ้นมาเป็นชิ้นเดียว

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

ล้อแม็ก แบบประกอบ ( Assembly Wheel )

เป็นล้อที่มี Rim กับ Disk มาประกอบกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

1) ล้อแม็ก 2 ชิ้น ( 2 piece Wheel ) เป็นล้อที่มี 2 ชิ้นส่วนมาประกอบกันคือ Rim กับ Disk 

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

2) ล้อแม็ก 3 ชิ้น ( 3 pieces Wheel ) เป็นล้อที่ประกอบเชื่อมส่วนที่เป็น Rim 2 ส่วน กับ Disk เข้าด้วยกัน  

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

3)  ล้อแม็ก ชนิดซี่ลวด ( Wire Wheel ) คล้ายล้อของจักรยาน

ระกันภัยรถยนต์,ประกันรถยนต์,ประกันชั้น1,โบรกเกอร์,ประกันชั้น2,ประกันชั้น2พลัส,ประกันชั้น3,ประกันชั้น3พลัส,ต่อประกันรถยนต์,broker,ประกันรถเก๋ง,ประกันรถกระบะ,ประกันรถยนต์ชั้น1,ชั้น2พลัส,3พลัส,บริษัทประกันภัยรถยนต์,ประกันรถกะบะ,พรบ.รถยนต์

 

วิธีเลือก ล้อแม็กซ์ มาใช้

คำถามที่คนส่วนใหญ่ มักมีข้อสงสัย และ ซักถามเข้ามาเป็นประจำ ก็คือ ... 

ล้อแม็ก ควรใช้ขนาดไหนดี? แล้วหากอยากเปลี่ยนให้ใหญ่ขึ้น จะมีผลอะไรหรือไม่ ?  เช่นเดิมขอบ 15 นิ้ว จะเปลี่ยนเป็นขอบ 16 , 17 นิ้ว จะส่งผลอะไร บ้าง? จะเลือกแบบล้อ หรือ ลวดลาย แบบไหนดี ? อสีล้อแม็ก ควรเลือกแบบไหน ถึงจะสวย ?

อันนี้ก็อยากแนะนำ โดยภาพรวมมากกว่า  เพราะการที่จะเปลี่ยน ล้อแม็ก วงใหม่นั้น มันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หลายประการ เช่น

ล้อขนาดเดิมที่ติดมากับรถ โดยมากเจ้าของมักจะมองว่าเล็กไป ทำให้ดูไม่สวย อันนี้ก็มีส่วนแต่ไม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ก็คือขนาดล้อ และยาง จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกเลยทีเดียว เช่น ล้อเล็ก ซีรี่ย์ยางก็จะหนา  หากต้องการ ล้อแม็ก ที่ใหญ่ขึ้น ซีรี่ย์ยางก็จะบางลง เพื่อรักษาระดับเส้นผ่าศูนย์กลางหรือพูดง่ายๆ ก็คือ ต้องรักษาระดับความสูงให้ใกล้เคียงกับ ค่ามาตรฐานของรถรุ่นนั้นๆ มากที่สุด ดังนั้นผลที่จะต้องได้รับก็คือ ความนุ่มนวลที่อาจลดลง อันนี้ก็เป็นสัจธรรม ทำนอง "ได้อย่าง อาจต้องเสียอีกอย่าง "
รูปแบบ ลวดลาย อันนี้ก็ตอบยาก เพราะนานาจิตตัง ล้อแบบเดียวกัน เราอาจชอบ แต่คนอื่นอาจไม่ชอบ อันนี้เท่าที่ได้มีประสบการณ์มา วัยรุ่น  คนวัยทำงาน  ผู้ใหญ่  ผู้ชาย  ผู้หญิง ก็ชอบไม่เหมือนกันเลย เอาเป็นว่าให้มองแล้วเราชอบ  ต่อจากนั้นก็มามองเรื่องการนำไปใช้งานให้ถูกต้อง (ดูรายละเอียดด้านล่างเพิ่มเติม)

สีสรร ก็คล้ายคำตอบข้อ 2 คือ การมองที่ไม่เหมือนกัน เกิดจากความแตกต่างของแต่ละคน แต่ข้อนี้อาจให้ผู้มีประสบการณ์ช่วยแนะได้ หรือลองเอา ล้อแม็ก ไปทาบที่รถของเราเลย ก็จะพอมองออก  

แต่ทั้งนี้ เราก็อยากให้ท่านได้ลองดูองค์ประกอบด้านล่างนี้ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการเลือก ล้อแม็กซ์ มาใช้ ได้อย่าง คุ้มค่าเงินของท่าน  มีอย่างไรบ้าง เชิญดูด้านล่างนี้ ...

1.) ความเหมาะสม ทางด้านเทคนิค ประการแรก เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบว่า ล้อรถเดิมของเรานั้น มีสเปค ( Specification) อะไร ? เช่น 

ขนาดล้อ ...  กี่นิ้ว ?  เช่น 13 นิ้ว , 14 นิ้ว ,  15 นิ้ว  .... 17 นิ้ว  เป็นต้น  
ขอบล้อกว้าง ...  กี่นิ้ว ?  เช่น 5นิ้ว , 5.5 นิ้ว , 6 นิ้ว , 6.5 นิ้ว  ... 9 นิ้ว  เป็นต้น  
จำนวน รู PCD 4 , 5 หรือ 6 รู  ขนาด PCD เป็น เท่าไร ? เช่น 100 , 114.3, 139.7 มม. เป็นต้น  
ค่า ออฟเซ็ต Offset  เป็นเท่าไร ? -10, 0, +15, +35 หรือ 45  เป็นต้น 
และสิ่งที่สำคัญที่เราต้องนำมาพิจารณาในการเลือก ล้อแม็กซ์ ต้องดูสิ่งเหล่านี้